Posts Tagged :

    งานก่อสร้าง

    ยิงปูนกลางคืน ท่อไร้สาย

    ยิงคอนกรีตสำหรับการติดตั้งท่อไร้สายใต้ดินบนพื้นผิวถนน (งานกะกลางคืน)

    750 411 ทีม Sannki Thai

    บริการยิงคอนกรีตสำหรับการติดตั้งท่อไร้สายใต้ดินบนพื้นผิวถนน (งานกะกลางคืน)

    บทนำ

    ที่ Sannki Thai เราเชี่ยวชาญในสภาพแวดล้อมการก่อสร้างที่ท้าทาย ซึ่งความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง หนึ่งในโครงการล่าสุดของเราคือการยิงคอนกรีตสำหรับการติดตั้งท่อไร้สายใต้ดินโดยตรงบนพื้นผิวถนนสาธารณะ งานนี้ดำเนินการในเวลากลางคืนเพื่อลดการรบกวนการจราจรและจำเป็นต้องมีการเปิดส่วนเปิดของถนนก่อนที่จะส่งคอนกรีตผ่านระบบยิงของเรา

    ภาพรวมโครงการ

    วัตถุประสงค์หลักคือการติดตั้งระบบท่อไร้สายใต้ดินใต้พื้นผิวถนน เนื่องจากท่อวางอยู่ใต้ถนนที่ใช้งานจริงโดยตรง โครงการนี้จึงต้องการโซลูชันที่รวดเร็ว เชื่อถือได้ และปลอดภัย
    • สถานที่: ผิวถนน (พื้นที่สาธารณะ)
    • เวลาทำงาน: กะกลางคืน (เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่นในช่วงกลางวัน)
    • ขั้นตอนการทำงาน: เปิดร่องกลางถนน → ติดตั้งระบบท่อ → ยิงคอนกรีตเพื่อคลุมและเสริมความแข็งแรง

    เหตุผลที่เราเลือกใช้ปั๊มคอนกรีต

    ปั๊มคอนกรีตเป็นโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับโครงการนี้:
    1. การส่งคอนกรีตที่รวดเร็ว – ด้วยระบบปั๊มของเรา คอนกรีตจะถูกเทลงในร่องที่เปิดไว้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ล่าช้า
    2. การวางตำแหน่งที่แม่นยำ – ปั๊มช่วยให้เราควบคุมปริมาณคอนกรีตที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ทำให้มั่นใจได้ว่าระบบท่อได้รับการคลุมและเสริมความแข็งแรงอย่างเต็มที่
    3. เหมาะสำหรับพื้นที่จำกัด – การทำงานกลางถนนต้องใช้พื้นที่จำกัด การใช้ปั๊มช่วยลดการใช้แรงงานคนและลดสิ่งกีดขวาง
    4. ประสิทธิภาพการทำงานในเวลากลางคืน – การยิงคอนกรีตในเวลากลางคืนช่วยให้เราทำงานเสร็จได้เร็วขึ้นและลดผลกระทบต่อผู้ใช้ถนน

    ขั้นตอนการทำงาน
    1. การเตรียมการ : ทีมงานก่อสร้างได้ทำเครื่องหมายและเปิดร่องถนน เพื่อเปิดร่องสำหรับการติดตั้งท่อ
    2. การติดตั้งท่อ : วางระบบท่อไร้สายอย่างระมัดระวังภายในร่องลึก
    3. การยิงคอนกรีต : ด้วยปั๊มมืออาชีพของเรา คอนกรีตจะถูกส่งตรงไปยังร่องลึก ปั๊มช่วยให้การไหลราบรื่นและต่อเนื่อง ป้องกันช่องว่างหรือจุดอ่อน
    4. การตกแต่ง : พื้นผิวได้รับการปรับระดับและบดอัด เพื่อฟื้นฟูสภาพถนนให้ปลอดภัยสำหรับยานพาหนะภายในเช้า

    ความท้าทายของการทำงานกลางคืน

    การทำงานในเวลากลางคืนเพิ่มความท้าทาย:
    • แสงสว่างที่จำกัดจำเป็นต้องมีการจัดการโครงการและมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด
    • การจัดการการจราจรเป็นสิ่งสำคัญเพื่อรักษาพื้นที่ทำงานให้ปลอดภัยสำหรับทั้งคนงานและคนขับ
    • คอนกรีตต้องถูกส่งมอบและยิงให้ตรงเวลา เนื่องจากความล่าช้าอาจส่งผลต่อคุณภาพของการเท

    แม้จะมีปัญหาเหล่านี้ แต่ผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะและอุปกรณ์ที่เชื่อถือได้ของเราช่วยให้เราสามารถดำเนินโครงการสำเร็จลุล่วงได้

    ประโยชน์สำหรับลูกค้า

    การเลือกใช้บริการยิงคอนกรีตของเราสำหรับโครงการนี้ ลูกค้าได้รับ:
    • ประสิทธิภาพด้านเวลา – งานเสร็จสิ้นโดยมีการรบกวนจากสาธารณะน้อยที่สุด
    • ความทนทาน – พื้นผิวถนนเสริมความแข็งแรง ช่วยปกป้องระบบท่อไร้สาย
    • การดำเนินงานอย่างมืออาชีพ – กระบวนการก่อสร้างที่สะอาด ปลอดภัย และมีการจัดการที่ดี

    สรุป

    การยิงคอนกรีตไม่เพียงแต่เหมาะสำหรับอาคารสูงหรืองานก่อสร้างขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับโครงการเฉพาะทาง เช่น การติดตั้งท่อไร้สายใต้ดินใต้ผิวถนน ด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะสมและผู้ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์ แม้แต่งานถนนในเวลากลางคืนก็สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

    เช่าปั๊มคอนกรีตให้เหมาะสมกับลักษณะงาน

    เช่าปั๊มคอนกรีตให้เหมาะสมกับลักษณะงาน

    768 1024 ทีม Sannki Thai

    หลักการเลือกเช่าปั๊มคอนกรีตให้เหมาะสมกับลักษณะงานก่อสร้าง : กรณีศึกษางานเทพื้นและอาคารสูง

    บทนำ
    ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างสมัยใหม่ การเลือกใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพ ระยะเวลา และต้นทุนของโครงการ สำหรับงานเทคอนกรีตซึ่งเป็นกระบวนการหลักในงานโครงสร้าง การ เช่าปั๊มคอนกรีต ที่เหมาะสมกับหน้างานจึงเป็นทางเลือกที่ผู้รับเหมาและวิศวกรส่วนใหญ่ไว้วางใจ บทความนี้จะนำเสนอหลักการและข้อพิจารณาในการเลือก เช่าปั๊มคอนกรีต สองประเภทหลัก ได้แก่ ปั๊มบูม (Boom Pump) และปั๊มลาก ให้เหมาะสมกับลักษณะหน้างานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน


     

    1. การประยุกต์ใช้ปั๊มคอนกรีตสำหรับงานเทพื้นแนบราบ (Horizontal Pouring)
    ลักษณะและข้อกำหนดของหน้างาน: งานประเภทนี้มักมีพื้นที่กว้างขวางในแนวราบ เช่น พื้นโรงงาน, โกดังสินค้า, ลานจอดรถ หรือถนนคอนกรีต ปัจจัยสำคัญคือความต้องการปริมาณคอนกรีตสูงในระยะเวลาอันสั้น และจำเป็นต้องมีการกระจายคอนกรีตให้ครอบคลุมพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและรวดเร็ว

    โซลูชันที่เหมาะสม: การเช่ารถปั๊มคอนกรีต (Boom Pump)

    การ เช่ารถปั๊มคอนกรีต หรือปั๊มบูม คือเครื่องมือที่ตอบโจทย์งานลักษณะนี้ได้ดีที่สุด ด้วยเหตุผลทางเทคนิคดังนี้:

    • ประสิทธิภาพด้านรัศมีการทำงาน (Operating Radius): แขนบูมที่สามารถยืดออกได้ในระยะไกล ช่วยให้สามารถลำเลียงคอนกรีตครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ได้จากจุดตั้งรถเพียงจุดเดียว ซึ่งช่วยลดระยะเวลาที่ต้องสูญเสียไปกับการย้ายตำแหน่งเครื่องจักร
    • ความรวดเร็วในการดำเนินงาน (Operational Speed): ระบบควบคุมไฮดรอลิกของแขนบูมช่วยให้ผู้ควบคุมสามารถกำหนดทิศทางการเทคอนกรีตได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ส่งผลให้กระบวนการเทมีความต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงในการเกิดรอยต่อเย็น (Cold Joint)
    • การลดอัตรากำลังคน (Manpower Reduction): การ เช่ารถปั๊มคอนกรีต ที่มีประสิทธิภาพช่วยลดความต้องการแรงงานในการเคลื่อนย้ายท่อส่งคอนกรีต ทำให้การบริหารจัดการหน้างานมีความปลอดภัยและเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น

    ข้อพิจารณาทางเทคนิค: ก่อนการนำรถปั๊มคอนกรีตเข้าปฏิบัติงาน จำเป็นต้องประเมินความสามารถในการรับน้ำหนักของพื้นดิน (Bearing Capacity) บริเวณที่จะติดตั้งขารับน้ำหนัก (Outriggers) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด


     

    2. การประยุกต์ใช้ปั๊มคอนกรีตสำหรับงานโครงสร้างอาคารสูง (Vertical Pouring)
    ลักษณะและข้อกำหนดของหน้างาน: ความท้าทายหลักของงานประเภทนี้คือการลำเลียงคอนกรีตขึ้นสู่ที่สูงในแนวดิ่ง นอกจากนี้ พื้นที่การทำงานมักมีจำกัดและซับซ้อน ดังนั้น การเลือก เช่าปั๊มคอนกรีต ที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

    โซลูชันที่เหมาะสม: ปั๊มลาก หรือ ปั๊มตั้งพื้น (Stationary Pump)
    สำหรับงานอาคารสูง การ เช่าปั๊มคอนกรีต ประเภทปั๊มลากถือเป็นโซลูชันที่ได้รับการยอมรับ ด้วยคุณสมบัติดังนี้:

    • ความสามารถในการส่งคอนกรีตในแนวดิ่ง (Vertical Pumping Capability): ปั๊มลากมีกำลังอัด (Pumping Pressure) ที่สูงมาก สามารถผลักดันส่วนผสมคอนกรีตผ่านระบบท่อลำเลียงขึ้นไปในแนวดิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • ความยืดหยุ่นในการติดตั้งระบบท่อ (Piping System Flexibility): สามารถติดตั้งตัวปั๊มไว้ที่ระดับพื้นดิน แล้ววางระบบท่อส่งคอนกรีตขึ้นไปตามโครงสร้างอาคาร โดยสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางให้หลบหลีกสิ่งกีดขวางและเข้าถึงพื้นที่ที่ซับซ้อนได้ดี
    • การใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ (Space Efficiency): ขนาดของตัวปั๊มลากค่อนข้างกะทัดรัด ทำให้ใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อย ไม่กีดขวางการทำงานของส่วนอื่นๆ ในโครงการ

    ข้อพิจารณาทางเทคนิค: ความสำเร็จในการใช้ปั๊มลากขึ้นอยู่กับการวางแผนผังระบบท่อ (Pipeline Layout) ที่ดี การตรวจสอบรอยต่อของท่อทุกจุดเพื่อป้องกันการรั่วซึม และการออกแบบส่วนผสมคอนกรีต (Concrete Mix Design) ให้เหมาะสม


    ตารางเปรียบเทียบเกณฑ์การเลือกเช่าปั๊มคอนกรีต (คัดลอกได้เลย)

    | เกณฑ์การพิจารณา             | การเช่ารถปั๊มคอนกรีต (Boom Pump)                             | การเช่าปั๊มคอนกรีต (Line Pump)                              |
    |----------------------------|-----------------------------------------------------------|-----------------------------------------------------------|
    | ลักษณะงานที่เหมาะสม       | งานเทแนวราบพื้นที่กว้าง เช่น พื้นโรงงาน, ลานจอดรถ          | งานเทโครงสร้างแนวดิ่ง เช่น อาคารสูง, เสา, คาน, โครงสร้างใต้ดิน |
    | ข้อได้เปรียบหลัก           | รัศมีการทำงานกว้าง, ความรวดเร็วสูง, ประหยัดแรงงาน         | กำลังส่งสูง, ยืดหยุ่นในการติดตั้งท่อ, เข้าถึงพื้นที่จำกัดได้ดี |
    | ข้อจำกัดและข้อควรพิจารณา  | ต้องการพื้นที่สำหรับตัวรถและขารับน้ำหนัก, มีข้อจำกัดด้านความสูง | ใช้เวลาในการติดตั้งระบบท่อนานกว่า, ต้องวางแผนเส้นทางท่ออย่างดี |
    

    บทสรุป

    การตัดสินใจ เช่าปั๊มคอนกรีต ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของโครงการ ถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ การวิเคราะห์ลักษณะหน้างานอย่างละเอียดจะนำไปสู่การเลือกใช้เครื่องจักรที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้โครงการสำเร็จลุล่วงตามแผน แต่ยังส่งผลดีต่อคุณภาพของโครงสร้าง ความปลอดภัย และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้น ก่อนการ เช่าปั๊มคอนกรีต ทุกครั้ง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไมควรมองข้าม

    เข้าใจขั้นตอนการโหลดปูน

    เข้าใจขั้นตอนการโหลดปูน เพื่อการทำงานที่ราบรื่น

    1024 768 ทีม Sannki Thai

    การก่อสร้างในปัจจุบันพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และ “รถปั๊มคอนกรีต” ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้การเทคอนกรีตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นงานสร้างบ้าน อาคารสูง หรือโครงสร้างพื้นฐาน การเลือกรถปั๊มคอนกรีตที่เหมาะสมและการทำความเข้าใจขั้นตอนการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขั้นตอนการโหลดปูนเข้าสู่รถปั๊มคอนกรีต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทั้งหมด

    สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบริการ เช่ารถปั๊มคอนกรีต การทราบถึงกระบวนการนี้จะช่วยให้คุณเตรียมความพร้อมได้ดีขึ้น ลดข้อผิดพลาด และทำให้หน้างานของคุณราบรื่น มาดูกันว่าขั้นตอนการโหลดปูนคอนกรีตมีอะไรบ้าง

     

    เข้าใจขั้นตอนการโหลดปูน เพื่อการทำงานที่ราบรื่น

    ทำไมต้องสนใจขั้นตอนการโหลดปูน?
    ก่อนจะพูดถึงขั้นตอน ลองทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ การโหลดปูนคอนกรีตที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นไปตามขั้นตอน อาจนำไปสู่ปัญหาหลายอย่าง เช่น:

    • คอนกรีตติดขัด: อาจเกิดการอุดตันในระบบปั๊ม ทำให้ต้องหยุดงานและเสียเวลาแก้ไข
    • ความล่าช้าในการทำงาน: กระบวนการที่ติดขัดส่งผลให้โครงการล่าช้า และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
    • ความเสียหายต่อเครื่องจักร: การปั๊มที่ผิดวิธีอาจทำให้รถปั๊มคอนกรีตทำงานหนักเกินไปและเกิดความเสียหาย

     

    ขั้นตอนสำคัญในการโหลดปูนเข้าสู่รถปั๊มคอนกรีต
    เมื่อรถปูนผสมเสร็จ (Ready-Mix Concrete Truck) เดินทางมาถึงหน้างาน นี่คือขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้คอนกรีตเข้าสู่รถปั๊มอย่างถูกต้อง:

    1. การเตรียมรถปั๊มและพื้นที่:
      • ตำแหน่งรถปั๊ม: รถปั๊มคอนกรีตจะถูกวางในตำแหน่งที่เหมาะสม มีพื้นที่กว้างพอสำหรับการเข้าออกของรถโม่ปูน และสามารถกระจายแขนบูม (Boom) ได้อย่างอิสระไปยังจุดที่จะเทคอนกรีต
      • การตั้งขาหยั่ง (Outriggers): พนักงานควบคุมรถปั๊มจะกางขาหยั่งออกเพื่อยึดรถให้มั่นคง ป้องกันการโคลงเคลงขณะปั๊มคอนกรีต
      • การตรวจสอบระบบ: ตรวจสอบความพร้อมของระบบปั๊มทั้งหมด รวมถึงท่อส่งปูนและข้อต่อต่างๆ
    2. การนำส่งคอนกรีตจากรถโม่:
      • ตำแหน่งรถโม่: รถโม่ปูนจะขับถอยหลังมายังส่วนกรวยรับคอนกรีต (Hopper) ของรถปั๊มคอนกรีต
      • การเทปูน: คนขับรถโม่จะค่อยๆ ปล่อยคอนกรีตออกจากถังโม่ลงสู่กรวยรับของรถปั๊มคอนกรีต โดยจะมีการควบคุมปริมาณและอัตราการไหล เพื่อให้คอนกรีตไหลลงไปอย่างสม่ำเสมอ
      • การคนปูนในกรวย: รถปั๊มบางรุ่นจะมีใบกวนหรือใบพัดในกรวยรับ เพื่อช่วยคนคอนกรีตให้เข้ากันและป้องกันการแยกตัวของส่วนผสม ทำให้คอนกรีตไหลเข้าสู่ระบบปั๊มได้อย่างต่อเนื่องและไม่เกิดการอุดตัน
    3. การควบคุมการไหลและการตรวจสอบเบื้องต้น:
      • การสังเกต: พนักงานควบคุมรถปั๊มจะคอยสังเกตการไหลของคอนกรีตในกรวยรับอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมปะปน หรือคอนกรีตเริ่มแข็งตัว
      • การสื่อสาร: มีการสื่อสารกับคนขับรถโม่ปูนอยู่ตลอดเวลา เพื่อปรับอัตราการเทให้เหมาะสมกับความต้องการของรถปั๊ม

    เมื่อคอนกรีตถูกโหลดเข้าสู่กรวยรับของรถปั๊มเรียบร้อยแล้ว รถปั๊มคอนกรีตก็จะพร้อมเริ่มต้นกระบวนการปั๊มคอนกรีตไปยังจุดที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการปั๊มขึ้นที่สูง หรือปั๊มในระยะไกลผ่านระบบท่อ

     

    สรุป
    การทำความเข้าใจขั้นตอนการโหลดปูนคอนกรีตเป็นส่วนสำคัญในการใช้งานบริการ เช่ารถปั๊มคอนกรีต ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเตรียมพร้อมที่ดี การประสานงานที่มีประสิทธิภาพ และการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง จะช่วยให้งานเทคอนกรีตของคุณสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น ประหยัดเวลา และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

    หากคุณกำลังมองหาบริการ เช่ารถปั๊มคอนกรีต ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจทุกขั้นตอนการทำงาน เราพร้อมให้คำปรึกษาและบริการ เพื่อให้งานก่อสร้างของคุณเป็นไปตามแผนที่วางไว้ครับ

    เช่ารถปั๊มคอนกรีต บริการสำคัญในงานก่อสร้าง

    เช่ารถปั๊มคอนกรีต บริการสำคัญในงานก่อสร้างที่คุณอาจมองข้าม

    1024 925 ทีม Sannki Thai

    ในยุคที่การก่อสร้างเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอาคารสูง คอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า หรือบ้านพักอาศัย การ เช่ารถปั๊มคอนกรีต กลายเป็นหนึ่งในบริการที่ช่วยให้โครงการก่อสร้างดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่ารถปั๊มคอนกรีตคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และทำไมควรเลือกเช่ามากกว่าซื้อ วันนี้เรามีคำตอบครับ


    รถปั๊มคอนกรีตคืออะไร?

    รถปั๊มคอนกรีต (Concrete Pump Truck) เป็นรถที่มีเครื่องมือสำหรับปั๊มคอนกรีตจากรถผสมคอนกรีตไปยังจุดที่ต้องการเท โดยสามารถส่งคอนกรีตได้ไกลและสูงกว่าการใช้แรงงานคนหรือรถเข็น เหมาะสำหรับพื้นที่ที่เข้าถึงยากหรือชั้นบนของอาคารสูง


    ประโยชน์ของการเช่ารถปั๊มคอนกรีต

    1. ประหยัดเวลาและแรงงาน
      ไม่ต้องใช้คนงานจำนวนมากในการขนคอนกรีต ส่งผลให้ลดต้นทุนแรงงานและลดเวลาในการทำงานได้อย่างมาก

    2. คุณภาพของงานเทคอนกรีตดีขึ้น
      การเทคอนกรีตอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงักช่วยลดรอยต่อ เพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้าง

    3. เข้าถึงพื้นที่ยากลำบากได้
      รถปั๊มคอนกรีตสามารถปั๊มคอนกรีตไปยังที่แคบ มุมอับ หรือชั้นสูงได้ง่าย

    4. คุ้มค่ากว่าการซื้อ
      สำหรับผู้รับเหมาหรือเจ้าของโครงการที่ไม่ได้ใช้งานทุกวัน การเช่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการลงทุนซื้อเครื่องมือเอง 


    เหมาะกับใคร?

    • ผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

    • เจ้าของบ้านหรือโครงการ ที่ต้องการความสะดวกในการเทพื้น เทเสา หรือเทพื้นที่สูง

    • บริษัทก่อสร้าง ที่ต้องการลดต้นทุนในการซื้อเครื่องจักรขนาดใหญ่


    เลือกเช่ารถปั๊มคอนกรีตอย่างไรให้คุ้มค่า?

    • เลือกผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์ และเครื่องจักรคุณภาพดี

    • ตรวจสอบระยะเวลาเช่า เงื่อนไขการใช้งาน และความพร้อมของทีมงาน

    • พิจารณาขนาดและกำลังของปั๊มให้เหมาะกับหน้างาน


    สรุป

    การ เช่ารถปั๊มคอนกรีต คือหนึ่งในทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับการก่อสร้างยุคใหม่ ช่วยประหยัดเวลา ลดต้นทุน และทำให้งานออกมามีคุณภาพ หากคุณกำลังมองหาวิธีปรับปรุงขั้นตอนการก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพ การเช่ารถปั๊มคอนกรีตอาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังหาอยู่ครับ

    การปฏิบัติขณะเทคอนกรีต

    การปฏิบัติขณะเทคอนกรีต

    600 400 ทีม Sannki Thai

    การปฏิบัติขณะเทคอนกรีต

    ก่อนเทคอนกรีต จะต้องขออนุมัติก่อนทุกครั้งเพื่อที่ผู้ควบคุมงานจะได้ตรวจสอบความถูกต้องเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อได้รับอนุมัติให้เทคอนกรีตได้แล้วผู้รับเหมาก่อสร้างควรรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด หากทิ้งช่วงนานเกินไปเหล็กอาจถูกเหยียบจนคดงอและเป็นสนิมขุม และแบบหล่ออาจสกปรกขึ้นอีกรอยต่อซึ่งอุดไว้อาจเป็นร่องกว้างขึ้น ในกรณีเช่นนี้ ก่อนจะเทคอนกรีตจะต้องขออนุมัติใหม่อีกครั้งหนึ่งคอนกรีตที่จะนำไปเทจะต้องใช้ส่วนผสมตามที่ได้รับอนุมัติ แต่ถ้าไม่มีการออกแบบปฏิภาคส่วนผสมไว้ก็จะต้องใช้ความสังเกตุความขันเหลวขนาดไหนจึงจะพอดี ควรควบคุมโดยใช้การทดสอบหาค่าการยุบตัว (Slump Test) เป็นครั้งคราว แต่ในทางปฏิบัติอาจจะไม่สามารถควบคุมคอนกรีตปั๊มได้ทุกโม่ฉะนั้น การสังเกตด้วยตามีความจำเป็นมาก ผู้ควบคุมงานควรสังเกตดูว่า คอนกรีตที่มีความข้นเหลวพอดีมีลักษณะอย่างไร หากรู้สึกว่าเหลวเกินไปจะต้องรีบสั่งให้ทำการทดสอบหาค่าการยุบตัวทันที ถ้าปรากฎว่าคอนกรีตเหลวกว่าที่กำหนดไว้มาก อาจแก้ไขคอนกรีตปั๊มโม่นั้นได้โดยการเพิ่มปริมาณปูนชีเมนต์เพื่อให้อัตราส่วนน้ำ : ปูนชิเมนต์คงเดิม เพราะอัตราส่วนน้ำ : ปูนซีเมนต์ ยิ่งสูงเท่าไร กำลังของคอนกรีตก็ยิ่งต่ำลงเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งสำหรับคอนกรีตที่มีปูนซีเมนต์ ทราย และหินคงที่ในส่วนปฏิภาคหนึ่งๆ ปริมาณน้ำจะเป็นตัวกำหนดกำลังของคอนกรีต กล่าวคือ น้ำยิ่งมากหรือคอนกรีตยิ่งเหลว กำลังของคอนกรีตจะยิ่งลดลงตามลำดับเมื่อนำคอนกรีตไปเทลงแบบเรียบร้อยแล้วจะต้องทำให้คอนกรีตนั้นแน่นด้วยเครื่องสั่นคอนกรีต (Vibrator) การสั่นต้องกระทำให้ถูกวิธี ไม่ควรจี้เครื่องสั่นให้ถูกเหล็กเสริมมากนักและสั่นแต่พอสมควร ไม่ควรสั่นมากเกินไปจนน้ำปูนลอยขึ้นมาเยิ้มบนผิว การที่น้ำเอ่อขึ้นมาเช่นนี้เรียกว่า การเยิ้ม (Bleeding) และถ้าหากใช้เครื่องสั่นเพียงเล็กน้อยแต่เกิดการเยิ้มแสดงว่าคอนกรีตเหลวเกินไป เป็นเหตุให้เกิดการแยกแยะ (Segregation) ขึ้น ซึ่งจะทำให้ได้คอนกรีตที่มีกำลังต่ำการเทคอนกรีตสำหรับองค์อาคารขนาดใหญ่ เช่น คานขนาด 0.50 x 1.50 x 15.00เมตร ต้องจัดลำดับการเทให้ดี เพราะกว่าจะเทเสร็จหมดทั้งคานก็กินเวลาหลายชั่วโมง คอนกรีตซึ่งเทในตอนต้นจะก่อตัวขั้นแรกไปแล้วฉะนั้นการใช้เครื่องสั่นคอนกรีตต้องกระทำด้วยความระวังอย่างมาก เช่น สั่นไปถูกเหล็กเสริมเข้ามากๆ ความสั่นสะเทือนจะไปสู่คอนกรีตที่เพิ่งก่อตัวอาจทำให้เกิดการร้าวภายใน และในบางครั้ง เมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้วรอยร้าวเหล่านี้อาจปรากฏถึงภายนอกจนมองเห็น ได้อย่างชัดเจน การเทคอนกรีตคานขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่ควรเทเป็นชั้นๆ แต่ควรจะเทให้เสร็จเป็นตอน ๆ เช่น เทครั้งละครึ่งคานโดยหยุดคอนกรีต ณ ที่ที่แรงเฉือนน้อยที่สุดคือ กึ่งกลางคาน และหยุดเป็นแนวตั้งฉากกับแกนคานเพื่อที่คอนกร็ตรับแรงอัดได้เต็มที่ จากนั้นทิ้งไว้หนึ่งวันแล้วจึงเทต่อ ก่อนเทจะต้องทำผิวให้สะอาดแล้วราดด้วยน้ำปูนชันๆ หรือทาด้วย Bonding Agent ในกรณีที่ทิ้งไว้หลายวันควรทำผิวหน้าของคอนกรีตให้หยาบด้วยสำหรับคานขนาดไม่ใหญ่นัก ควรเทให้เต็มช่วงคือ หยุดในเสาเพื่อไม่ให้เกิดจุดอ่อน

    แต่ถ้าไม่สามารถเทได้ตลอดก็ควรหยุดเทที่กึ่งกลางคานในระนาบตั้งฉากกับแกน เช่นเดียวกับคานขนาดใหญ่ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นสำหรับแผ่นพื้นก็เช่นเดียวกันควรหยุดเทคอนกรีต ณ ที่รองรับคือคาน โดยให้เลยเข้าไปในคานเล็กน้อย แต่ถ้าไม่สามารถจะหยุดที่คานได้ควรให้หยุดที่กึ่งกลางแผ่นพื้นให้ระนาบตั้งฉากกับแกนของแผ่นพื้นโดยใช้ไม้กั้นให้เรียบร้อย และการเทคอนกรีตต่อให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับคาน วิธีดีที่สุดคือ เทพื้นพร้อมกับคานเป็นเนื้อเดียวกัน

    เทปูนชั้นใต้ดิน

    การเตรียมการเทคอนกรีตห้องใต้ดิน

    600 400 ทีม Sannki Thai

    การเตรียมการเทคอนกรีตห้องใต้ดิน

    การใช้ Sheet Pile

    สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับห้องใต้ดินคือ จะป้องกันน้ำไม่ให้ท่วมบริเวณที่จะเทคอนกรีตอย่างไร และเมื่อเสร็จแล้วจะป้องกันไม่ให้น้ำซึมเช้าห้องใต้ดินได้อย่างไร ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเตรียมการก่อนเทคอนกรีตเป็นส่วนใหญ่เริ่มตั้งแต่การชุดดินให้ได้ระดับ ถ้าสถานที่ก่อสร้างไม่กว้างขวางจะต้องตอกเข็มพืด (Sheet Pile)ที่ลึกพอที่จะกันดินไม่ให้พัง ควรใช้ Sheet Pile เหล็กชนิดล็อคกันในตัว และต้องใช้ค้ำยันช่วยสำหรับเรื่องน้ำถ้าเป็นภาคกลางเช่น

    บริเวณกรุงเทพมหานครมักจะไม่มีปัญหากับน้ำใต้ดินเพราะดิน 15 เมตรแรกเป็นดินเหนียวน้ำซึมได้ยาก ฉะนั้น ถ้าป้องกันไม่ให้น้ำฝนหรือน้ำจากผิวดินไหลเข้าไปแล้วจะไม่มีอุปสรรคในการทำงาน แต่ก็ควรจะเตรียมเครื่องสูบน้ำสำรองที่จะใช้ได้ทันทีที่เกิดความจำเป็นเช่นฝนตกหนัก อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษก็คือ การขุดดินลึกอาจทำให้ดินบริเวณข้างเคียงโดยรอบยุบตัวเพราะน้ำในดินซึมผ่าน Sheet pile เข้ามา ทำให้สาธารณูปโภค เช่นถนน ท่อประปา และแม้แต่อาคารที่ใช้เสาเข็มสั้นๆหรือพื้นวางบนดินชำรุดเสียหายได้ในกรณีของดินต่างจังหวัด เช่น ดินปนทรายในภาคให้ดำเนินการต่อไปเหนือ หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระดับน้ำใต้ดินมักจะอยู่ลึกเกินกว่าระดับห้องใต้ดินนอกจากจะพบตาน้ำหรือทางน้ำไหลใต้ดิน ในกรณีเช่นนั้น นอกจากจะต้องมีเครื่องสูบน้ำแล้วจะต้องทำการเบนแนวทางน้ำนั้นให้ไหลไปทางอื่นด้วย มิฉะนั้น จะไม่สามารถสูบน้ำได้ทัน ผู้ควบคุมงานจะต้องตรวจสอบปริมาณและขนาดความสามารถของเครื่องสูบน้ำว่าจะสามารถสูบออกได้ทันหรือไม่ก่อนที่จะอนุมัติเมื่อเตรียมการขั้นต้นเสร็จแล้ว ขั้นต่อไป คือ การเตรียมการเพื่อเทคอนกรีต ปกติสำหรับพื้นและผนังห้องใต้ดินวิศวกรจะกำหนดให้มีแผ่นกันน้ำ (Water-proofing Membrane) คั่นระหว่างดินกับคอนกรีต แผ่นกันน้ำนี้อาจเป็นแผ่นสำเร็จรูปหรือใช้วิธีฉาบหลายๆชั้นก็ได้ ฉะนั้น จะต้องตรวจสอบคุณภาพให้ตรงกับข้อกำหนดและที่ได้รับการอนุมัติแล้ว สำหรับแผ่นพื้นปกติจะเทคอนกรีตที่มีความชันเหลวต่ำผสมน้ำยากันซึม เพื่อให้การชาบซึมในเนื้อคอนกรีดน้อยที่สุด ถ้าเป็นผนังจะเทคอนกรีตก่อนแล้วจึงฉาบ หรือปูแผ่นกันน้ำภายนอกทีหลัง ที่สำคัญที่สุดอยู่ที่รอยต่อคอนกรีต เช่น ระหว่างผนังกับพื้น หรือพื้นกับพื้น ในกรณีที่ไม่สามารถเทต่อเนื่องกันได้ ฉะนั้น ผู้รับเหมาก่อสร้างจะต้องทำลำดับการเทคอนกรีตเสนอวิศวกรเพื่อพิจารณาก่อน เมื่อได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วจึงจะดำเนินการเทคอนกรีตได้ ผู้ควบคุมงานจะต้องดูแลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างจัดเตรียมวัสดุและอุปกรณ์ทุกชนิดที่จำเป็นให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการและเทคอน

    กรีตตามแผนการที่วางไว้ อย่าลืมทุกแห่งที่จะมีการหยุดเทคอนกรีตห้องใต้ดินจะต้องใส่แถบกั้นน้ำ (Water Stop) เสมอ ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงแผนดำเนินงานจะต้องขออนุมัติใหม่ทุกครั้ง แถบกั้นน้ำปกติมีหลายชนิดและขนาด ซึ่งเหมาะกับการใช้งานแต่ละอย่าง ผู้ควบคุมงานจะต้องดูแลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างใช้แถบ

    กั้นน้ำที่มีชนิด ขนาด และคุณภาพตรงตามที่ได้รับอนุมัติแล้วเท่านั้น การยึดแถบกั้นน้ำจะต้องถี่มากๆ เช่น ทุกๆ ระยะ 150-200 มิลลิเมตร มิฉะนั้นอาจ พับขณะเทคอนกรีตได้ซึ่งจะกลับกลายเป็นจุดที่น้ำซึมได้ง่ายในการก่อสร้างห้องใต้ดินลึกๆโดยเฉพาะถ้าเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีฐานรากหนาๆ จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษนับตั้งแต่การตอกและยึดเข็มพืด (Sheet Pile) จนถึงขั้นตอนการขุดดิน การขุดดินที่ระดับลึกมากๆด้วยวิธีตัด

    เป็นขั้นให้มีความลาดเอียงน้อยๆโดยไม่ใช้เข็มพืดนั้นนับว่าเสี่ยงมาก โดยเฉพาะถ้าความลึกเกินความสูงวิกฤติ (Critical Height) สำหรับดินในบริเวณกรุงเทพมหานครซึ่งมีดินอ่อนและเหลวหนาประมาณ 12 เมตร จะมีความสูงวิกฤติอยู่ระหว่าง 3 เมตร ฉะนั้น หากระดับดินที่จะขุดอยู่ลึกมากกว่านี้ หรือแม้จะต่ำกว่าเล็กน้อยก็ควรจะใช้เข็มพืดป้องกันดินพัง และป้องกันการเคลื่อนตัวของดิน ซึ่งอาจทำให้เสาเข็มเอนหรือหัก หรือทำอาคารข้างเคียงเสียหายได้ปกติวิศวกรของผู้รับเหมาก่อสร้างจะเป็นผู้คำนวณออกแบบขนาดและความยาวของ Sheet Pile ตลอดจนการค้ำยัน ส่วนวิศวกรผู้รับผิดชอบซึ่งปกติได้แก่วิศวกรที่ปรึกษา จะเป็นผู้ตรวจและอนุมัติ ผู้ควบคุมงานจะต้องดูแลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างปฏิบัติตามแบบและขั้นตอนการทำงานที่ได้รับอนุมัติแล้วอย่างเคร่งครัด จะมีการดัดแปลงโดยมิได้รับอนุญาตไม่ได้เป็นอันขาด สิ่งที่จะต้องกระทำในการควบคุมงาน คือ

      1. ตรวจสอบชนิด ขนาด ความหนาและความยาวของเข็มพืด (Sheet Pile)

      2. ดูการตอกหรือกด เข็มพีด ให้ดิ่ง และInterlock กันอย่างแน่นหนา

      3. ตรวจสอบตำแหน่งของเข็มพืดโดยสม่ำเสมอว่ามีการเคลื่อนตัวบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะขณะขุดดินลึกๆ จะต้องตรวจสอบทั้งตำแหน่งและความได้ดิ่งทุกวัน หากพบว่ามีการเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อยจะต้องรีบรายงานวิศวกรผู้รับผิดชอบทันที การตรวจสอบความดิ่งควรใช้เครื่องมือวัดเช่น Inclimometer ซึ่งมีความไวเป็นพิเศษสามารถบันทึกความเอียงของเข็มพืดแม้เพียงเล็กน้อยได้

      4. ตรวจการขุดดินให้ถูกขั้นตอนตามที่ได้รับอนุมัติ ระวังอย่าให้มีการข้ามขั้นตอนเป็นอันขาด เช่น ขุดดินรวดเดียวลึก 4 เมตร(ดินกรุงเทพฯ) โดยยังไม่ทันทำค้ำยัน อาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงได้

    การขุดดินลึกๆ ในบริเวณที่เป็นชั้นดินอ่อนส่วนมากมักจะดำเนินตามขั้นตอนดังนี้

       ขั้นที่ 1 – ตอกเข็มพืดตามแบบ

       ขั้นที่ 2 – เปิดหน้าดินทั่วไปที่ระดับตื้นๆเช่น ไม่เกิน 1.50 เมตร

       ขั้นที่ 3 – ทำค้ำยันและคานยึดเข็มพืด (Bracing และ Waling) ระดับที่ 1

       ชั้นที่ 4 – ขุดดินถึงระดับที่ 2 ถ้าจะให้ดีควร Preload เพื่อลดการเคลื่อนตัวของเข็มพืดให้เหลือน้อยที่สุด

       ชั้นที่ 5 – ทำค้ำยันและคานยึดระดับที่ 2

       ชั้นที่ 6 – ขุดดินถึงระดับที่ 3

       ขั้นที่ 7 – ทำค้ำยันและคานยึดระดับที่ 3 และทำเช่นนี้ต่อๆไป จำนวนชั้นของค้ำยันขึ้นอยู่กับลักษณะและความลึกของดินที่ขุด

    การถอน Sheet Pile ก็เช่นเดียวกัน จะต้องได้รับอนุมัติทุกขั้นตอน เพราะในบางกรณีไม่อาจยอมให้ถอนได้ถ้าเห็นว่าเป็นการเสี่ยงเกินไป บางครั้งจำเป็นต้องทิ้งทั้ง Sheet Pile และเหล็กค้ำยันไว้ในคอนกรีตก็มีในกรณีที่ต้องการทำห้องใต้ดินหลาย ๆชั้นการใช้ Sheet pile เพื่อป้องกันดินพัง และดินเคลื่อนตัวอาจไม่ได้ผลหรือราคาสูงมาก จำเป็นต้องใช้วิธีอื่น เช่น Diaphragm Wall หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Slurry Wall หรือระบบ Conti-guous Piles ซึ่งโยงไปถึงการก่อสร้างโดยวิธีทำพื้นห้องใต้ดินชั้นบนสุดก่อนแล้วจึงค่อย ๆ สร้างลงไปทีละชั้นหรือสองชั้น จนถึงฐานรากเป็นอันดับสุดท้ายของการก่อสร้างใต้ดิน (Top-down Construction) วิธีเหล่านี้ต้องใช้เทคนิคพิเศษซึ่งผู้ควบคุมงานจะต้องศึกษาจากวิศวกรผู้ออกแบบให้เข้าใจถึงระบบและวิธีการก่อสร้างโดยละเอียดอย่างถ่องแท้เสียก่อน และควบคุมดูแลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างปฏิบัติตามแผนงานที่ได้รับอนุมัติโดยเคร่งครัด

    การใช้ Jet Grouting

    วิธีป้องกันดินพังขณะขุดดินลึกๆ อีกวิธีหนึ่งคือวิธีอัดน้ำปูนเข้าไปในดิน (JetGrouting)โดยเจาะดินเป็นรูเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 40 มม.ห่างกันประมาณ 1.50 เมตร ส่วนความลึกของรูเจาะขึ้นอยู่กับความลึกของดินที่จะขุด ปกติจะไม่เกิน 8 เมตร เพราะถ้าลึกกว่านั้นราคาจะสูงกว่าการใช้เข็มพืด (Sheet Pile) มาก เมื่อเจาะดินจนได้รูที่ลึกตามต้องการแล้ว จึงอัดน้ำปูนด้วยความดันสูงประมาณ 200 บาร์” (Bar)โดยอัดไล่ตั้งแต่ข้างล้างขึ้นข้างบนจนเต็ม จะแท่งปูนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.60 เมตร จากนั้น ก็ทำการอัดฉีดรูถัดมา ก็จะได้เป็นกำแพงหนา 1.60 เมตร หากจะขุดดินก็อาจทำการเจาะเป็นกำแพง 2 หรือ 3 หรือ 4 ชั้นก็ได้ ตามแต่วิศวกรจะออกแบบมาข้อควรระวัง ก็คือขณะที่ทำการอัดน้ำปูน (Grout) ด้วยแรงดันถึง 200 บาร์* น้ำปูนจะแทรกดินทำให้ดินปูดขึ้นมาและดันออกด้านช้างด้วย นอกจากนั้นน้ำปูนเองก็อาจจะไหลซึมเข้าไปในบริเวณข้างเคียง ทำให้เกิดความ

    เสียหายต่อสิ่งก่อสร้างข้างเคียง เช่น รั้ว เขื่อนและอาคารเล็กๆ เสียหายได้ ทำให้สภาพแวดล้อมของดินเสียไปได้ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องหมั่นสังเกตอยู่เสมอ หากพบสิ่งผิดปกติ เช่น น้ำปูนไปปูดขึ้นในที่ที่ไม่ต้องการ หรือรั้วมีอาการเริ่มสั่งหยุดงานทันทีและรีบหาวิธีแก้ไข

    การเตรียมตัวก่อนเทคอนกรีต

    การเตรียมการก่อนเทคอนกรีต

    600 400 ทีม Sannki Thai

         ก่อนจะถึงขั้นงานเทคอนกรีตผู้ควบคุมงานจะต้องตรวจสอบสิ่งต่อไปนี้อย่างละเอียดคือแบบหล่อ ผู้ควบคุมงานจะต้องตรวจดูความเรียบร้อยก่อนที่จะอนุญาตให้ผูกเหล็กเสริม แบบหล่อจะต้องมีขนาดภายในเท่ากับหน้าตัดขององค์อาคารที่กำหนดไว้ในแบบพอดี ถ้าปรากฎว่าขนาดคานเล็กกว่ากำหนดจะทำให้ส่วนปลอดภัยของคาน

         นั้นลดลง หรือถ้าคานลึกกว่าที่ระบุในแบบอาจกระทบต่อการติดวงกบหน้าต่าง เป็นต้น วัสดุที่ใช้ทำแบบหล่อจะต้องเลือกใช้ชนิดที่เมื่อถูกน้ำแลัวไม่พองบวมหรือเปลี่ยนรูป รอยต่อของแบบจะต้องยาให้ดีไม่ให้น้ำปูนรั่ว อาจใช้แผ่นสังกะสีตีตามรอยต่อ หรืออุดด้วยปูนทราย หรือ วัสดุอื่นที่เหมาะสม ถ้าเป็นคอนกรีตเปลือยและสถาปนิกได้กำหนดชนิดวัสดุ และรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ร่องเพื่อให้ปรากฏบนผิวคอนกรีตหลังถอดแบบแล้ว ผู้ควบคุมงานจะต้องดูแลให้เป็นไปตามนั้นด้วย การชะโลมแบบหล่อด้วยน้ำมัน หรือสารเคมีสำหรับใช้ทาแบบเพื่อป้อง

         กันมิให้คอนกรีตติดแน่นกับแบบหล่อ จะต้องใช้ในปริมาณพอสมควร ถ้ามากเกินไปคนงานมักเหยียบย่ำและเปื้อนเหล็กเสริมทำให้การยึดหน่วงระหว่างคอนกรีตกับเหล็กเสียไปได้มากและน้ำมันหรือน้ำยาที่ใช้ทาแบบหล่อนั้นก็จะต้องเลือกชนิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อคอนกรีตหรือปูนฉาบ เช่น บางอย่างจะติดผิวคอนกรีตจนทาสีไม่ติด เป็นต้น หลังจากนั้นต้องตรวจสอบแนวราบ แนวดิ่งและมุมเอียง ตลอดจนระดับของแบบหล่ออย่างละเอียด จะต้องเผื่อด้วยว่าจะมีการเทปูนทรายทับหน้า และผิวทำด้วยอะไร เช่น หินขัด ปูกระเบื้องเซรามิค กระเบื้องยาง หรือพรม ซึ่งแต่ละชนิดความหนาจะไม่เท่ากัน จริงๆ แล้วควรทำระดับด้วยกล้องระดับ ไม่ควรใช้ระบบสายยาง เพราะมีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย และการผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจมีผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ได้มาก เช่น ระยะสูงจากพื้นถึงเพดานน้อยกว่าที่กำหนดในกฎหมายอาจเกิดปัญหาในการออกใบอนุญาตใช้งาน เป็นตัน ยิ่งกว่านั้น

         หากพื้นหนาเกินไปมากๆ จะทำให้ส่วนปลอดภัยของอาคารลดลงทั้งโครงสร้างและฐานรากเพราะต้องรับน้ำหนักบรรทุกเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นต้องดูแลค้ำยันของแบบหล่อให้แข็งแรง และการวางค่ำยันบนดินต้องกระทำด้วยความระมัดระวังดังที่เคยกล่าวมาแล้ว

    Sannki ปั๊มคอนกรีต

    ปั๊มคอนกรีต เครื่องมือช่วยการเทปูนในพื้นที่เฉพาะ

    600 400 ทีม Sannki Thai

         ปั๊มคอนกรีตเป็นเครื่องจักรประเภทหนึ่งที่ใช้ในการถ่ายโอนคอนกรีตจากรถผสมไปยังตำแหน่งเฉพาะ มักใช้ในโครงการก่อสร้างเพื่อเทคอนกรีตลงในแบบหรือแม่พิมพ์ที่ต้องการ ปั๊มคอนกรีตประกอบด้วยปั๊มและสายยางที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายคอนกรีตจากรถบรรทุกไปยังตำแหน่งที่ต้องการ

         มีประโยชน์หลายประการในการใช้ปั๊มคอนกรีตในโครงการก่อสร้าง ข้อดีอย่างหนึ่งคือเร็วกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีการเทคอนกรีตแบบดั้งเดิมมาก การใช้ปั๊มทำให้สามารถวางคอนกรีตได้ตรงจุดที่ต้องการโดยไม่ต้องใช้แรงงานคน สิ่งนี้สามารถประหยัดเวลาและลดจำนวนคนงานที่ต้องใช้ในสถานที่ก่อสร้าง

         ปั๊มคอนกรีตยังมีความแม่นยำและแม่นยำกว่าวิธีการแบบเดิมๆ ช่วยให้สามารถวางคอนกรีตได้อย่างแม่นยำ ทำให้มั่นใจได้ว่ามีการกระจายอย่างสม่ำเสมอและมีรูปร่างที่เหมาะสม นี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับโครงการที่ต้องการความแม่นยำในระดับสูง เช่น เมื่อสร้างสะพานหรือโครงสร้างขนาดใหญ่

         นอกจากนี้ ปั๊มคอนกรีตยังปลอดภัยกว่าวิธีดั้งเดิมมาก ช่วยลดความจำเป็นของพนักงานในการจัดการกับถุงคอนกรีตที่มีน้ำหนักมาก ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังใช้แรงงานมากน้อยกว่ามาก ซึ่งสามารถช่วยลดความเมื่อยล้าและปรับปรุงความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน

         โดยรวมแล้วคอนกรีตปั๊มเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง เร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และปลอดภัยกว่าวิธีการแบบเดิม และช่วยให้วางคอนกรีตได้แม่นยำและแม่นยำยิ่งขึ้น

     

    ผสมคอนกรีต

    ปัญหาที่อาจจะเกิดระหว่างผู้รับเหมาก่อสร้างกับผู้ควบคุมงาน

    600 400 ทีม Sannki Thai

         ปัญหาหรือข้อขัดแย้งในที่นี้ หมายถึงระหว่างผู้รับเหมาก่อสร้างกับผู้ควบคุมงาน ในกรณีที่แบบขัดแย้งกันหรือข้อกำหนด (Specifications) ไม่ตรงกับที่ระบุในแบบ หรือรายละเอียดในข้อกำหนดขัดแย้งกันเอง จะต้องส่งเรื่องให้ผู้ออกแบบเป็นผู้ตัดสิน แต่ในเรื่องของความพอดีทางหลักวิชาฝีมือและหลักปฏิบัติมักจะเกิดความขัดแย้งกันอยู่เสมอ เช่น สนิมเหล็กแค่ไหนจึงจะยอมรับได้ แค่ไหนต้องใช้กระดทรายขัดออก แค่ไหนต้องใช้พ่นด้วยทราย (Sand Blast) หรือแค่ไหนจะต้องรื้อทิ้ง หรือส่วนผสมคอนกรีตขนาดไหนพอดี ขนาดไหนเหลวหรือขั้นเกินไป แค่ไหนจะยอมให้ใช้ได้แค่ไหนให้เททิ้ง การผูกเหล็กผิดพลาด ขนาดไหนจึงจะแก้ไขด้วยการเสริมเหล็กเพิ่มเติมหรือขนาดไหนจะต้องรื้อออกแล้วทำใหม่ เช่น เดียวกับแบบหล่อจะให้แน่นสนิทเท่าใด หรือชำรุดมากน้อยเพียงใดจึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่จะยอมรับได้ เป็นต้น ยังมีข้อขัดแย้งทำนองนี้อีกมาก ซึ่งผู้ควบคุมงานจะต้องใช้วิจารณญาณของตนเองในการตัดสินใจสำหรับผู้ควบคุมงานที่ยังมีประสบการณ์น้อยอาจถือหลักกว้างๆ ได้ดังนี้

         1. ถ้าเกี่ยวกับโครงสร้าง ให้ถือหลักว่าต้องแข็งแรงสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ตามที่ออกแบบไว้ หากมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยให้เสริมความแข็งแรงเท่าที่เห็นสมควร เช่น ตัดเหล็กสั้นเกินไปในจุดที่ไม่วิกฤติก็อาจสั่งให้เสริมทาบต่อให้ได้ความยาวที่ต้องการ หรือผสมคอนกรีตนานเกินกำหนดเพียงเล็กน้อยโดยที่ยังอยู่ในสภาพดีก็อาจยอมให้ใช่ได้ หรือ ให้เพิ่มน้ำปูนเล็กน้อยให้มีอัตราส่วนน้ำ : ปูนชิเมนต์เท่าเดิม แต่ถ้าไม่แน่ใจจะต้องปรึกษาวิศวกรผู้รับผิดชอบทุกครั้ง

         2. ถ้าเกี่ยวกับความละเอียดประณีตและความสวยงาม จะต้องใช้สามัญสำนึกเป็นเกณฑ์ เช่น คอนกรีตใต้ท้องพื้นที่มีฝ้าจะไม่เรียบร้อยบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นผนังคอนกรีตเปลือยจะยอมให้พรุนหรือคดได้เพียงเล็กน้อยเท่าที่ดูแล้วไม่น่าเกลียดระดับสายตาที่สังเกตเห็นได้ง่าย อาจจะต้องแต่ถ้าอยู่ในให้ฉาบปูน แต่ถ้าสถาปนิกต้องการแสดงลายไม้แบบก็อาจจะต้องถึงกับทุบทิ้งและหล่อใหม่ในกรณีเช่นนี้ควรจะปรึกษาสถาปนิกผู้ออกแบบและกรรมการตรวจการจ้าง หรือเจ้าของโครงการ หรือทั้งสามฝ่ายแล้วแต่กรณี

         3. ในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับความแข็งแรงของโครงสร้าง หรือความสวยงาม แต่เกี่ยวกับการใช้งาน ก็ให้ถือหลักว่าเมื่อเสร็จแล้วจะต้องใช้งานได้ดีตามวัตถุประสงค์ทุกประการ เช่น ผนังปล่องลิฟท์ภายในคดแต่ไม่เป็นอุปสรรคในการติดตั้งและใช้งานของลิฟต์แล้วก็น่าจะยอมให้ทิ้งไว้เช่นนั้นได้ ในทางตรงกันข้ามหากเป็นอุปสรรคก็จะต้องสกัดหรือทุบออก หรือ การทำระดับแผ่นพื้นดาดฟ้าหรือห้องน้ำผิดจนทำให้น้ำขังก็จะยอมไม่ได้ แต่ถ้าเป็นพื้นช่วงล่างๆ ที่เมื่อไม่วัดกันจริง ๆ แล้วจะไม่รู้สึกก็ควรจะยอมรับได้ เป็นต้น อย่างไรก็ดี ความผิดพลาดเหล่านี้ควรจะเกิดขึ้นโดยไม่มีเจตนาจะให้ผิด เมื่อแก้ไขแล้วครั้งหนึ่งก็ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง

    ขั้นตอนการปฏิบัติงานของผู้ควบคุมงานก่อสร้าง

    ขั้นตอนการปฏิบัติงานของผู้ควบคุมงานก่อสร้าง

    600 400 ทีม Sannki Thai

         เรื่องขั้นตอนการทำงานนี้ หากเกิดการผิดพลาดมักทำให้เกิดความล่าช้า สับสน หรือแม้แต่อาจจะเกิดการวิบัติก็ได้ ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า ในการก่อสร้างอาคาร จะมีบุคคลหลายฝ่ายที่ทำงานพร้อมๆ กัน นับตั้งแต่เจ้าของโครงการ ที่ปรึกษาของเจ้าของโครงการวิศวกรคิดราคา (Value Engineer) ผู้ออกแบบทางสถาปัตยกรรม และวิศวกรรม ทุกระบบผู้รับเหมาใหญ่ และผู้รับเหมาย่อย (เช่นงาน ระบบต่าง ๆ) ผู้ควบคุมงาน ฝ่ายการตลาด ฯลฯ ฉะนั้น การประสานงานเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งผู้ที่ทำน้าที่บริหารโครงการ ( Project Manager) จะต้องจัดวางรูปแบบของการทำงานให้เป็นระบบ เช่น ผู้รับเหมาหยิบยกปัญหาขึ้น ควรจะปฏิบัติอย่างไร

         ทั่วไปจะถือหลักว่าผู้ควบคุมงานเป็นแกนกลางจึงต้องรายงานต่อผู้ควบคุมงานก่อน ผู้ควบคุมงานจะพิจารณาขั้นต้นก่อนว่าเป็นปัญหาที่ตัดสินใจเองได้หรือไม่ ถ้าเป็นปัญหาใหญ่จะต้องเสนอต่อผู้ออกแบบหรือเจ้าของโครงการ แล้วแต่กรณี หากเป็นปัญหาของผู้ออกแบบใดก็จัดส่งเรื่องขึ้นไปขอความเห็นชอบจากผู้ออกแบบที่รับผิดชอบ อาจเป็นสถาปนิก วิศวกรโครงสร้าง หรือวิศวกรงานระบบ จากนั้นก็รอคำตอบ ซึ่งปกติผู้เกี่ยวข้องควรจะตอบภายใน 7-14 วัน จากนั้นจึงนำคำตอบนั้นไปแจ้งต่อผู้รับเหมาก่อสร้างต่อไปในกรณีที่มีการแก้ไขที่ใดที่หนึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อต้านอื่นๆ บางครั้งจึงต้องมีการพิจารณาร่วมกัน และถ้าการแก้ไขนั้นๆ จะต้องมีการเพิ่มหรือลดวงเงิน จะต้องแจ้งเจ้าของโครงการทุกครั้ง หากเจ้าของโครงการไม่ยอมเพิ่มเงิน ก็จะต้องหามาตรการต่อไป จะเห็นว่าหากจ่ายงานผิดขั้นตอนเมื่อไร จะเกิดความยุ่งยากสับสนสำหรับงานก่อสร้างขึ้นทันที อันนำมาสู่ความล่าช้าของงานก่อสร้าง เพราะอาจต้องส่งกลับไปกลับมา หรือไม่ได้รับคำตอบที่ถูกต้อง หรือต้องทำงานหลายครั้งวิธีดีที่สุดคือจัดประชุมร่วมกันและทำความตกลงให้เข้าใจตรงกันทุกฝ่ายก่อนที่จะลงมือทำงาน ในกรณีขออนุมัติวัสดุก็เช่นเดียวกันเมื่อผู้รับเหมาก่อสร้าง เสนอวัสดุมายังผู้ควบคุมงาน ก่อนอื่นต้องตรวจสอบดูว่าวัสดุที่ขออนุมัติให้นั้น ตรงตามที่ระบุในข้อกำหนดหรือไม่เพียงใด แล้วจึงเสนอความเห็นไปยังผู้ออกแบบเพื่อพิจารณา เมื่อผู้ออกแบบพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยก็จะบันทึกตอบเป็นลายลักษณ์อักษร และหากมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมก็จะเขียนลงมาด้วย แล้วส่งกลับไปยังผู้ควบคุมงานซึ่งจะจัดส่งไปยังเจ้าของโครงการหรือกรรมการตรวจการจ้างหนึ่งชุด ผู้รับเหมาก่อสร้างหนึ่งชุด ผู้ควบคุมงานเองเก็บไว้หนึ่งชุด ส่งกลับไปที่ผู้ออกแบบหนึ่งชุด เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน อีกหนึ่งชุดเก็บไว้ที่สถานที่ก่อสร้างสำหรับใช้งานจำนวนชุดอาจมากหรือน้อยกว่านี้แล้วแต่ความต้องการ เช่นเดียวกับการขออนุมัติ Shop Drawing ผู้ควบคุมงานจะตรวจสอบในชั้นแรกก่อน หากเห็นว่าผิดมากก็จะส่งคืนไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างให้แก้แล้วส่งมาใหม่ถ้าผิดเล็กน้อยก็แก้ให้จนถูกต้องเรียบร้อยแล้วจึงจะส่งไปยังผู้ออกแบบตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งตามขั้นตอนและสายงานเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมเพราะแต่ละโครงการมีองค์กรไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะกล่าวข้างต้นราชการกับเอกชนมักแตกต่างกันมาก แต่หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “งานชั่วคราว” เช่น งาน Sheet Pile เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่ปรึกษาหรือ ผู้ควบคุมงานโดยตรงที่จะพิจารณาอนุมัติ